1.ตำแหน่งของวัตถุท้องฟ้า                             

 




ประเทศไทย  มีตำแหน่งละติจูดและลองติจูดดังนี้
กรุงเทพมหานคร  อยู่ละติจูด 13.9 องศาเหนือ  ลองติจูด100.5 องศาตะวันออก
ประเทศไทยมีพิกัดภูมิศาสตร์ ดังนี้
จุดเหนือสุด พื้นที่อำเภทแม่สาย จ.เชียงราย ละติจูด 99 องศา 58 ลิปดาตะวันออก
จุดใต้สุด     พื้นที่อำเภอเบตง จ.ยะลา ละติจูดที่ 5 องศา 37 ลิปดาเหนือ และลองจิจูด 101 องศา 08 ลิปดาตะวันออก
จุดตะวันออกสุด พื้นที่อำเภอศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี ละติจูด 15 องศา 38 ลิปดาเหนือ และลองจิจูดที่ 105 องศา 37 ลิปดาตะวันออก
จุดตะวันตกสุด พื้นที่อำเภอแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ละติจูด 18 องศา 34 ลิปดาเหนือและลองจิจูดที่ 97 องศา 21 ลิปดาตะวันออกการกำหนดตำแหน่งของสถานที่บนผิวโลกสามารถบอกได้โดยการบอกพิกัดของวัตถุด้วยค่าละติจูด(Latitude)และลองติจูด(Longitude)  
การบอกตำแหน่งวัตถุบนท้องฟ้าสามารถบอกได้โดยใช้มุมห่าง(Elongation)  มุมทิศ(Azimute)และมุมเงย(Altitude)

 

2.พิกัดขอบฟ้า

        พิกัดขอบฟ้า (Horizontal coordinates) เป็นระบบพิกัดซึ่งใช้ในการวัดตำแหน่งของวัตถุท้องฟ้า โดยถือเอาตัวของผู้สังเกตเป็นศูนย์กลางของทรงกลมฟ้า โดยมีจุดและเส้นสมมติบนทรงกกลมฟ้าแสดงใน
ภาพระบบพิกัดขอบฟ้า   ทิศทั้งสี่ ประกอบด้วย ทิศเหนือ (North) ทิศตะวันออก (Earth) ทิศใต้ (South) ทิศตะวันตก (West) เมื่อหันหน้าเข้าหาทิศเหนือ ด้่านหลังเป็นทิศใต้ ซ้ายมือเป็นทิศตะวันตก ขวามือเป็นทิศตะวันออก
จุดเหนือศีรษะ (Zenith) เป็นตำแหน่งสูงสุดของทรงกลมฟ้า ซึ่งอยู่เหนือผู้สังเกต
จุดใต้เท้า (Nadir) เป็นตำแหน่งต่ำสุดของทรงกลมฟ้า ซึ่งอยู่ใต้เท้าของผู้สังเกต  
เส้นขอบฟ้า (Horizon) หมายถึง แนวเส้นขอบท้องฟ้าซึ่งมองเห็นจรดพื้นราบ หรืออีกนัยหนึ่งคือ  เส้นวงกลมใหญ่บนทรงกลมฟ้าที่อยู่ห่างจากจุดเหนือศีรษะ ทำมุม 90° กับแกนหลักของ
ระบบขอบฟ้า เส้นเมอริเดียน (Meridian) เป็นเส้นสมมติบนทรงกลมฟ้าในแนวเหนือ-ใต้ ซึ่งลากผ่านจุดเหนือศีรษะ

คำอธิบาย: http://www.lesa.biz/_/rsrc/1431501021911/astronomy/celestial-sphere/horizon-coordinates/celestial_sphere.jpg?height=320&width=279

ระบบพิกัดขอบฟ้า   ที่มา : http://www.lesa.biz/astronomy/celestial-sphere/horizon-coordinates

การวัดมุมในระบบพิกัดขอบฟ้าประกอบด้วย มุมทิศ​ และ มุมเงย
มุมทิศ (Alzimuth) เป็นมุมในแนวราบ ซึ่งวัดจากทิศเหนือ (0° ) ไปตามเส้นขอบฟ้าในทิศตามเข็มนาฬิกา ไปยังทิศตะวันออก (90°) ทิศใต้ (180°) ทิศตะวันตก (270°) และกลับมาที่ทิศเหนือ (360°) อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นมุมทิศจึงมีค่าระหว่าง (0° - 360°)
มุมเงย (Altitude) เป็นมุมในแนวดิ่ง ซึ่งนับจากเส้นขอบฟ้า (0°) สูงขึ้นไปจนถึงจุดเหนือศีรษะ (90°) ดังนั้นมุมทิศจึงมีค่าระหว่าง (0° - 360°) ดังนั้นมุมเงยจึงมีค่าระหว่าง (0° - 90°) 
ภาพที่ 2 ตำแหน่งดาว มีพิกัดขอบฟ้า มุมทิศ 250° มุมเงย 45° ทั้งนี้ในการวัดระยะห่างของดาวบนท้องฟ้าจะเป็นระยะเชิงมุม

คำอธิบาย: http://www.lesa.biz/_/rsrc/1306803536003/astronomy/celestial-sphere/horizon-coordinates/altazimuth.jpg

การวัดมุมทิศ-มุมเงย  ที่มา : http://www.lesa.biz/astronomy/celestial-sphere/horizon-coordinates

 

2.ระยะเชิงมุม
ในการวัดระยะห่างของดวงดาวและวัตถุท้องฟ้านั้น เราไม่สามารถวัดระยะห่างออกมาเป็นหน่วยเมตร หรือกิโลเมตรได้โดยตรง  ถ้า เราไม่ทราบว่าวัตถุเหล่านั้น อยู่ห่างจากเราเป็นระยะทางเท่าไร
ดังนั้นการวัดระยะทางดาราศาสตร์ จึงนิยมวัดออกมาเป็น ระยะเชิงมุม (Angular distance) ตัวอย่างเช่น เราบอกว่า ดาว A อยู่ห่างจาก ดาว B เป็นระยะทาง 5 องศา หรือบอกว่าดวงจันทร์มีขนาดกี่องศา ซึ่งเป็นการบอกระยะห่างและขนาดเป็นเชิงมุมทั้งสิ้น
คำอธิบาย: http://www.lesa.biz/_/rsrc/1432185932833/astronomy/celestial-sphere/horizon-coordinates/angular/angular_stars.jpg?height=162&width=320
การวัดระยะเชิงมุม  ที่มา :  http://www.lesa.biz

 ระยะเชิงมุมที่วัดได้นั้น เป็นระยะห่างที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ดาว A และดาว B อาจอยู่ห่างจากเราไม่เท่ากัน หรืออาจจะอยู่ห่างจากเราเป็นระยะที่เท่ากันจริงๆ ก็ได้ เนื่องจากดาวที่เราเห็นในท้องฟ้านั้นเราเห็นเพียง 2 มิติเท่านั้น ส่วนมิติความลึกนั้นเราไม่สามารถสังเกตได้

การวัดระยะเชิงมุมทางดาราศาสตร์


1.) มุมทางแนวราบ / มุมอะซิมุท คือ  มุมที่อยู่รอบตัวเราตามทิศต่างๆ
ทิศเหนือจะเป็น 0 องศา หรือ 360 องศา
ทิศตะวันออก 90 องศา
ทิศใต้ 180 องศา
ทิศตะวันตก 270 องศา
ถ้าเป็นทิศเฉียงๆ ก็จะบวกจากมุมหลัก 45 องศา
2.) มุมในทางดิ่ง / มุมเงย / มุมอัลติจูด
จะเริ่มจากเส้นขอบฟ้า 0 องศา จนถึงจุดเหนือศีรษะ 90 องศา
3.) มุมระหว่างดาว
ถ้าไม่มีเครื่องมือทางดาราศาสตร์เราก็จะใช้นิ้วกับมือวัด

 

การวัดระยะเชิงมุมอย่างง่าย


ในการวัดระยะเชิงมุมถ้าต้องการค่าที่ละเอียดและมีความแม่นยำ จะต้องใช้อุปกรณ์ที่มีความซับซ้อนมากในการวัด แต่ถ้าต้องการเพียงค่าโดยประมาณ เราสามารถวัดระยะเชิงมุมได้โดยใช้เพียงมือและนิ้วของเราเองเท่านั้น เช่น ถ้าเรากางมือชูนิ้วโป้งและนิ้วก้อย โดยเหยียดแขนให้สุด ความกว้างของนิ้วทั้งสองเทียบกับมุมบนท้องฟ้า จะได้มุมประมาณ 22 องศา ถ้าดาวสองดวงอยู่ห่างกันด้วยความกว้างนี้แสดงว่า ดาวทั้งสองอยู่ห่างกัน 22 องศาด้วย


 

ที่มา :ด.ช.ธนกร อุทัยเภตรา โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย


การวัดระยะเชิงมุมของดาวบนฟ้าด้วยมือเรา  ที่มา : www.neutron.rmutphysics.com


คำอธิบาย: http://uc.exteen.com/perttopp/images/entry/1.PNG
นิ้วก้อย มีค่าเท่ากับ 1 องศา  ที่มา http://perttopp.exteen.com/


คำอธิบาย: http://uc.exteen.com/perttopp/images/entry/2.PNG
ชี้ กลาง นาง รวมกัน มีค่าเท่ากับ 5 องศา


คำอธิบาย: http://uc.exteen.com/perttopp/images/entry/3.PNG
กำปั้น มีค่าเท่ากับ 10 องศา


คำอธิบาย: http://uc.exteen.com/perttopp/images/entry/4.PNG
ระหว่างนิ้วชี้ กับ นิ้วก้อย มีค่าเท่ากับ 15 องศา

 
 

 

ระหว่างนิ้วโป้ง กับ นิ้วก้อย มีค่าเท่ากับ 22 องศา

ระบบการวัดเชิงมุม เป็นการแบ่งวงกลม แบ่งออกได้เป็น 360 องศา
1 องศา  =  60 ลิปดา
1 ลิปดา  =  60 ฟิลิปดา
การวัดระยะทางเชิงมุม เป็นการบอกตำแหน่งของดาวหรือวัตถุท้องฟ้าโดยบอกเป็นมุม (ซึ่งหมายถึงมุมระหว่างเส้นตรง 2 เส้นที่ลากจากตาของเราบนโลกไปยังดวงดาวบนท้องฟ้า) เช่น ดาวเหนืออยู่สูงจากขอบฟ้า 13 องศา ดวงจันทร์เฉียดดาวเสาร์ 1 องศา เป็นต้น

ที่มา :ด.ช.ธนกร อุทัยเภตรา โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย

  ตัวอย่าง ถ้าเราไปดูดาวกับเพื่อนแล้วเขาบอกว่า "นั่นไงดาวไรเจล อยู่สูงจากขอบฟ้าทิศตะวันออก 22 องศา
เราจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่า 22 องศามันแค่ไหน ไม่ยากค่ะ ก็ใช้มือของเรานั่นแหละวัดได้เลย จะใช้มือซ้ายหรือมือขวาก็ได้แล้วแต่ถนัด แต่ขอให้เหยียดแขนให้ตรง แล้วกางมือเหยียดนิ้วให้เต็มที่ ใช้ตาข้างใดข้างหนึ่งเล็งผ่านนิ้วก้อยและนิ้วโป้งไปบนท้องฟ้า โดยให้ปลายนิ้วก้อยชี้ที่ขอบฟ้า ระยะทางเชิงมุมบนท้องฟ้าจากปลายนิ้วก้อยถึงปลายนิ้วโป้งจะประมาณ 22 องศา


คำอธิบาย: http://i112.photobucket.com/albums/n169/view_120/astronomy/view/sp3tt.gif
   การวัดระยะเชิงมุมโดยใช้มือ  ที่มา : www.oocities.org


ในคืนที่มีดวงจันทร์เต็มดวง ให้เราลองกำมือชูนิ้วก้อยและเหยียดแขนออกไปให้สุด ทาบนิ้วก้อยกับดวงจันทร์ เราจะพบว่านิ้วก้อยของเราจะบังดวงจันทร์ได้พอดี เราจึงบอกได้ว่าดวงจันทร์มี "ขนาดเชิงมุม" (Angular Diameter) เท่ากับ 1 องศา โดยขนาดเชิงมุมก็คือ ระยะเชิงมุมที่วัดระหว่างขอบ ของดวงจันทร์นั้นเอง ขนาดเชิงมุมของวัตถุขึ้นอยู่กับระยะห่างของวัตถุกับผู้สังเกต และขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางจริงของวัตถุนั้น


คำอธิบาย: http://portal.edu.chula.ac.th/lesa_cd/assets/document/LESA212/1/celestial_sphere/angular_distance/angular_objects.gif

http://portal.edu.chula.ac.th/lesa_cd

3.มุมทิศมุมเงย
การวัดมุมทิศ


มุมทิศเป็นมุมที่บอกทิศ โดยเริ่มวัดจากจุดทิศเหนือไปตามเส้นขอบฟ้าทางตะวันออก จนกระทั่งกลับมาที่จุดทิศเหนือ


คำอธิบาย: http://secondsci.ipst.ac.th/files/knowledge/sky-object_files/S2%2520copy.jpg
การวัด มุมทิศ มุมเงย  ที่มา : http://secondsci.ipst.ac.th/


การวัดมุมเงย
มุมเงยเป็นมุมที่วัดจากเส้นขอบฟ้าขึ้นไปตามเส้นวงกลมดิ่งจนถึงจุดเหนือศีรษะ


คำอธิบาย: http://secondsci.ipst.ac.th/files/knowledge/sky-object_files/S3.jpg

มุมเงย  ที่มา : http://secondsci.ipst.ac.th

เพื่อความสะดวกในการวัดค่ามุมทิศและมุมเงยจึงได้มีการประดิษฐ์อุปกรณ์เพื่อใช้วัดค่ามุมทั้งสอง อุปกรณ์ชนิดนี้ เราเรียกว่า แอสโทรแลบ (Astrolabe)

 

คำอธิบาย: http://secondsci.ipst.ac.th/files/knowledge/sky-object_files/astrolabe.jpg

แอสโทรแลบ  ที่มา : http://secondsci.ipst.ac.th


แอสโทรแลบอย่างง่ายที่ประดิษฐ์ขึ้น ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนฐาน ซึ่งแสดงค่ามุมทิศ และส่วน ที่เป็นกล้องเล็ง จะเป็นส่วนที่มีเข็มชี้เพื่อบอกค่ามุมทิศและมุมเงย


คำอธิบาย: http://secondsci.ipst.ac.th/files/knowledge/sky-object_files/base.jpg
การใช้แอสโทรแลบ ที่มา : http://secondsci.ipst.ac.th/

1. ตั้งฐานอุปกรณ์ให้ทิศเหนือหรือมุมทิศ 0 องศา หรือ 360 องศาตรงกับทิศเหนือของโลก
2. ตั้งกล้องเล็งบนฐาน โดยใช้เข็มชี้ตรงกับทิศเหนือของฐานอุปกรณ์
3. เริ่มการวัดมุมโดยหมุนกล้องเล็งไปทางทิศตะวันออก และค่อย ๆ เงยกล้องเล็งขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อหาดวงดาวที่ต้องการจะบอกตำแหน่ง ณ ขณะนั้น
4. เมื่อพบวัตถุท้องฟ้าแล้วให้อ่านค่ามุมทิศจากเข็มชี้ที่ฐาน และมุมเงยที่ติดอยู่กับกล้องเล็ง



คำอธิบาย: http://secondsci.ipst.ac.th/files/knowledge/sky-object_files/base.jpgคำอธิบาย: http://secondsci.ipst.ac.th/files/knowledge/sky-object_files/north.jpg
จากภาพเข็มชี้ทั้ง 2 อ่านค่ามุมทิศและมุมเงยได้เท่าใด ที่มา :  http://secondsci.ipst.ac.th


การที่จะสามารถบอกหรือวัดตำแหน่งของดวงดาวหรือวัตถุท้องฟ้าได้อย่างค่อนข้างแม่นยำนั้น สิ่งที่สำคัญคือจะตัองรู้ทิศเหนือที่ถูกต้อง คือ ทิศที่ชี้ไปยังขั้วโลกเหนือเพราะการวัดมุมทิศ เราเริ่มวัดจากทิศเหนือไปตาม         เส้นขอบฟ้า และอีกประการหนึ่งคือ ต้องหมั่นสังเกตดวงดาวหรือวัตถุท้องฟ้าจริงก็จะเพิ่มความชำนาญและ สร้างความมั่นใจในการ บอกตำแหน่งและสังเกตกลุ่มดาวต่อไปได้

ที่มา นายไวยากรณ์ พรมภักดี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

ที่มา ด.ช. อุดม ทิวตะขบ โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย

2.4 แผนที่ดาว

 

แผนที่ดาววงกลม
          แผนที่ดาววงกลมเป็นอุปกรณ์อย่างง่าย ที่ช่วยในการวางแผนและสังเกตการณ์ท้องฟ้า แผนที่ดาวชนิดนี้ประกอบด้วย แผ่นกระดาษสองใบคือ แผนที่ดาว (แผ่นล่าง) และแผ่นขอบฟ้า (แผ่นบน) ซ้อนกันอยู่ และยึดติดกันด้วยตาไก่ ที่ตรงจุดศูนย์กลาง


คำอธิบาย: http://portal.edu.chula.ac.th/lesa_cd/assets/document/lesa212/1/constellation/star_map_making/starmap_new2.jpg
แผ่นแผนที่ดาว (แผ่นล่าง)ที่มา: http://portal.edu.chula.ac.th/lesa

แผ่นแผนที่ (ภาพที่ 1) มีจุดศูนย์กลางเป็นขั้วฟ้าเหนือ ดาวเหนือจะอยู่ตรงตาไก่พอดีตรงปลายกลุ่มดาวหมีเล็ก ที่กึ่งกลางของรัศมีแสดงด้วยเส้นวงกลมเป็น "เส้นศูนย์สูตรฟ้า" กลุ่มดาวที่อยู่ภายในคือ "ซีกฟ้าเหนือ" กลุ่มดาวที่อยู่ภายในนอกคือ "ซีกฟ้าใต้" ใกล้ๆ กับเส้นศูนย์สูตรฟ้า จะเป็น "เส้นสุริยะวิถี" ซึ่งแสดงด้วยวงกลมเส้นประ กลุ่มดาวที่อยู่บนเส้นสุริยะวิถีจะเป็นกลุ่มดาวจักราศีทั้ง 12 กลุ่ม บริเวณแถบวงแหวนสีเทาบนแผนที่ดาวแสดง "ทางช้างเผือก" ที่ขอบของแผนที่เป็นสเกล "ปฏิทิน" บอก "วันที่" และ "เดือน"


คำอธิบาย: http://portal.edu.chula.ac.th/lesa_cd/assets/document/lesa212/1/constellation/star_map/star_map1.jpg
แผ่นขอบฟ้า (แผ่นบน)ที่มา: http://portal.edu.chula.ac.th/lesa


แผ่นขอบฟ้า (ภาพที่ 2) เป็นแผ่นเจาะช่อง แสดงอาณาเขตของท้องฟ้า เส้นขอบฟ้า และแสดงทิศเหนือ (N), ตะวันออกเฉียงเหนือ (NE), ตะวันออก (E), ตะวันออกเฉียงใต้ (SE), ใต้ (S), ตะวันตกเฉียงใต้ (SW), ตะวันตก (W), ตะวันตกเฉียงเหนือ (NW) ตามลำดับ ที่ขอบของแผ่นขอบฟ้าเป็นเสมือน "นาฬิกา" บอกเวลาเป็น "ชั่วโมง" และมีสเกลขีดละ 10 นาที


คำอธิบาย: http://portal.edu.chula.ac.th/lesa_cd/assets/document/lesa212/1/constellation/star_map/star_map2.jpg
แผนที่ดาววงกลม [คลิ๊กเพื่อดาวโหลด]ที่มา: http://portal.edu.chula.ac.th/lesa

วิธีใช้งาน
ตั้งเวลาที่จะสังเกตการณ์ โดยหมุน "นาฬิกา" (ที่ขอบแผ่นขอบฟ้า) ให้ตรงกับ "ปฏิทิน" (ที่ขอบแผนที่ดาว) คลิกเพื่อแสดงภาพเคลื่อนไหว ตัวอย่างเช่น ต้องการดูดาวในเวลา 05.00 น. ของวันที่ 5 เดือนมกราคม ก็ให้หมุนแผ่นขอบฟ้ามาจนกระทั่ง ขีดสเกล "05.00" ตรงกับ สเกลขีดที่ 5 เดือนมกราคม
จับแผนที่ดาวแหงนขึ้น โดยให้ทิศเหนือและทิศใต้บนแผนที่ดาว ชี้ตรงกับทิศเหนือและทิศใต้ของภูมิประเทศจริง ควรระลึกไว้เสมอว่า การอ่านแผนที่ดาวมิใช่การก้มอ่านหนังสือ แต่เป็นการแหงนดู เพื่อ
เปรียบเทียบท้องฟ้าในแผนที่กับท้องฟ้าจริง   เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ให้หมุนแผ่นขอบฟ้า (แผ่นบน) ตามทิศ
ตามเข็มนาฬิกา ไปยังเวลาปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า กลุ่มดาวทางทิศตะวันออกของแผนที่ จะเคลื่อนที่ออก
ห่างจากขอบฟ้า (E) มากขึ้น ในขณะที่กลุ่มดาวในทิศตะวันตก จะเคลื่อนที่เข้าหาขอบฟ้า (W) เสมือนการเคลื่อนที่ ขึ้น-ตก ของกลุ่มดาวบนท้องฟ้าจริง
จะสังเกตเห็นว่า ไม่ว่าจะหมุนแผ่นขอบฟ้าไปอย่างไรก็ตาม เส้นศูนย์สูตรฟ้าจะอยู่ตรงแนวทิศตะวันออก (E) และตะวันตก (W) เสมอ เพราะนั่นคือเส้นแบ่งซีกท้องฟ้า และเส้นสุริยะวิถีตรงกลุ่มดาวคนคู่ จะอยู่ค่อนไปทางเหนือ (โซลสติสฤดูร้อน) และเส้นสุริยะวิถีตรงกลุ่มดาวคนยิงธนู จะอยู่ค่อนไปทางใต้ (โซลส์ติซฤดูหนาว) วงกลมทั้งสองเอียงตัดกันเป็นมุม 23.5° เนื่องเพราะแกนของโลกเอียงขณะโคจรรอบดวงอาทิตย์

ข้อพึงระวัง
แผนที่ดาวแบบวงกลมนี้มีข้อจำกัด เนื่องจากสร้างขึ้นโดยการตีแผ่ทรงกลมออกเป็นระนาบสองมิติ
(360° projection)
กลุ่มดาวในซีกฟ้าเหนือจะมีขนาดเล็กกว่าความเป็นจริง และกลุ่มดาวในซีกฟ้าใต้จะขยายถ่างเกินสัดส่วนจริง ดังนั้นถ้าหากใช้แผนที่ดาวนี้ดูดาวที่อยู่ใกล้ขอบฟ้าใต้ ขอให้แนะนำให้ดูดาวสว่างเป็นดวงๆ แล้วค่อยไล่เปรียบเทียบไปกับท้องฟ้าจริง
ตำแหน่งบอกทิศทั้งแปดมิได้ห่างเท่าๆ กัน สเกลระหว่างทิศเหนือ (N) ไปยังทิศตะวันออก (E) และทิศตะวันตก (W) จะอยู่ใกล้ชิดกันมาก ส่วนสเกลไปทางทิศใต้ (S) จะมีระยะห่างออกไป กว้างกว่าหลายเท่า
หากหันหน้าดูดาวทางทิศเหนือ ให้หันเอาด้านอักษร N ลง
หากหันหน้าดูดาวทางทิศใต้ ให้หันกลับด้านอักษร S ลง
หากหันหน้าไปทางทิศอื่น ให้พยายามตรึงแนว N – S ให้ขนานกับทิศเหนือ – ใต้ ของภูมิประเทศจริงไว้ตลอดเวลา

หมายเหตุ

           แผนที่ดาววงกลมนี้ ถูกออกแบบขึ้นเพื่อใช้ ณ บริเวณใกล้กับละติจูด 15° เหนือ เช่น ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างไรก็ตามการนำไปใช้ ณ ละติจูดอื่นๆ ของประเทศไทย ก็มิได้มีแตกต่างไปจากท้องฟ้าจริงมากนัก

 
 


ผู้จัดทำ นางมาลินี ศิริจารี

Email : malinee@rajsima.ac.th