คำอธิบาย: https://pixabay.com/static/uploads/photo/2015/06/20/14/12/button-815818_640.png

ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ

คำอธิบาย: https://pixabay.com/static/uploads/photo/2015/06/20/14/12/button-815818_640.png
ดาวเคราะห์แคระ

คำอธิบาย: https://pixabay.com/static/uploads/photo/2015/06/20/14/12/button-815818_640.png

ดาวหาง

คำอธิบาย: https://pixabay.com/static/uploads/photo/2015/06/20/14/12/button-815818_640.png

ฝนดาวตก

 

หน้าที่ 1 || 2 || 3 || 4

ดาวเคราะห์แคระ

 

คำอธิบาย: http://thaiastro.nectec.or.th/news/2008/img/news20080705b.jpg
           ดาวเคราะห์แคระ ที่มา : thaiastro.nectec.or.th

ดาวเคราะห์แคระ เป็นดาวชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายดาวเคราะห์ ตามการจำแนกชนิดดาวเคราะห์ที่เสนอโดยสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล (International Astronomical Union :IAU) เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2549
 
นิยามของดาวเคราะห์แคระ

- อยู่ในวงโคจรรอบดาวฤกษ์ แต่ตัวมันเองไม่ใช่ดาวฤกษ์
- มีมวลพอเพียงที่จะมีแรงโน้มถ่วงของตัวเอง เพื่อเอาชนะแรง rigid body forces ทำให้รูปทรงมีสมดุลไฮโดรสแตติก (เกือบเป็นทรงกลมสมบูรณ์)
- ไม่สามารถควบคุมแรงดึงดูดและวงโคจรของสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบวงโคจรของมัน
- ไม่ใช่ดวงจันทร์บริวาร

 
นิยามได้เสนอขึ้น 24 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ที่ประชุมสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล ที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ทำให้ดาวพลูโตกลายเป็นดาวเคราะห์แคระ หลังจากเคยยอมรับว่าเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในระบบสุริยะ ทั้งนี้เพราะไม่สามารถควบคุมแรงดึงดูดและวงโคจรของสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบวงโคจรของมันได้
 

ปัจจุบัน มีวัตถุบนท้องฟ้าที่จัดเป็นดาวเคราะห์แคระ ได้แก่

คำอธิบาย: http://www.myfirstbrain.com/thaidata/image.aspx?id=3192180

พลูโต (Pluto)
 ซีรีส (Ceres)
 อีริส (Eris)
 เฮาเมอา (Haumea)
 มาคีมาคี (Makemake)

1.ดาวพลูโต (Pluto)

คำอธิบาย: Global LORRI mosaic of Pluto in true colour.jpg
ดาวพลูโต ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki


เป็นดาวเคราะห์แคระที่มีขนาดใหญ่ที่สุดรองจากอีริส ซึ่งเป็นวัตถุในแถบหินกระจาย ดาวพลูโตอาจจะเป็นวัตถุที่ใหญ่ที่สุดในแถบไคเปอร์และอาจจะเป็นวัตถุพ้นดาวเนปจูนที่มีปริมาตรมากที่สุด มันเป็นวัตถุที่ใหญ่ที่สุดอันดับที่ 10 ในระบบสุริยะที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ ดาวพลูโตมีลักษณะเหมือนกับวัตถุอื่น ๆ ในบริเวณเดียวกัน กล่าวคือ ประกอบไปด้วยหินและน้ำแข็งเป็นส่วนใหญ่และมีมวลประมาณ 1 ใน 6 ของดวงจันทร์ และมีปริมาตร 1 ใน 3 ของมันด้วย วงโคจรของดาวพลูโตมีความเยื้องศูนย์กลางมาก อยู่ที่ 30 ถึง 49 หน่วยดาราศาสตร์ (4.4 – 7.4 พันล้านกิโลเมตร) จากดวงอาทิตย์ ดาวพลูโตมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 32.6 หน่วยดาราศาสตร์ แสงจากดวงอาทิตย์ใช้เวลาประมาณ 5.5 ชั่วโมง ถึงจะไปถึงดาวพลูโตที่ระยะทางเฉลี่ย (39.4 หน่วยดาราศาสตร์)

 

2.ซีรีส (Ceres)


คำอธิบาย: PIA19562-Ceres-DwarfPlanet-Dawn-RC3-image19-20150506.jpg
ซีรีส (Ceres)ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki


 เป็นดาวเคราะห์น้อยดวงใหญ่ที่สุดและเป็นดาวเคราะห์แคระดวงเดียวในระบบสุริยะชั้นใน         เป็นดาวเคราะห์น้อยดวงแรกที่ถูกค้นพบ โดยจูเซปเป ปีอาซซี นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1801  ตั้งตามชื่อซีรีส เทพีโรมันแห่งการปลูกพืช เก็บเกี่ยวและความรักอย่างมารดา
 ซีรีสมีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 950 กิโลเมตรและประกอบด้วยมวลหนึ่งในสามของมวลทั้งหมดในแถบดาวเคราะห์น้อย พื้นผิวซีรีสอาจเป็นส่วนผสมของน้ำแข็งและธาตุที่ถูกไฮเดรต เช่น คาร์บอเนตและดินเหนียว ซีรีสจำแนกเป็นแก่นหินและแมนเทิลน้ำแข็ง[4] และอาจมีมหาสมุทรน้ำในสถานะของเหลวกักเก็บไว้ใต้พื้นผิว

 3.อีริส (Eris) หรือ 2003 UB313

คำอธิบาย: https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/2/2d/Eris_and_Dysnomia_art.png/120px-Eris_and_Dysnomia_art.png
อีริส (Eris) ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki

 เป็นดาวเคราะห์แคระดวงใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะที่ถูกค้นพบในปัจจุบัน มีขนาดใหญ่กว่าดาวพลูโต มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2,400 กิโลเมตร มีดวงจันทร์บริวาร 1 ดวง ชื่อ ดิสโนเมีย (Dysnomia)
 อีริสถูกค้นพบโดย ไมเคิล อี. บราวน์และคณะ เมื่อวันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 2005 จากภาพที่ถ่ายไว้เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ค.ศ. 2003 ด้วยกล้องโทรทรรศน์ของหอดูดาวพาโลมาร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย
อีริส มาจากชื่อของเทพเจ้าแห่งความวุ่นวาย ผู้วางอุบายโดยใช้แอปเปิลทองคำ เพื่อทำให้เฮรา อาเทนา และอะโฟรไดต์ ซึ่งเป็นสามเทวีพรหมจรรย์ในบรรดาเทพแห่งโอลิมปัสแตกคอกัน เพราะว่าไม่ได้เชิญนางมางานเลี้ยงของเทพ ส่วน ดิสโนเมีย คือชื่อธิดาของอีริส

4.เฮาเมอา (Haumea) มีชื่อเดิมว่า 136108 เฮาเมอา


คำอธิบาย: 2003EL61art.jpg
ภาพจินตนาการของดาวเฮาเมอา
 พร้อมกับดวงจันทร์ฮีอีอากาและดวงจันทร์นามากา  ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki

เป็นดาวเคราะห์แคระดวงหนึ่งในแถบไคเปอร์ มีมวลขนาดหนึ่งในสามของดาวพลูโต ถูกค้นพบในปี พ.ศ. 2547 โดยไมเคิล อี. บราวน์ (Michael E. Brown) และทีมค้นหาจากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (แคลเทค) และหอดูดาวเมานาเคอาในสหรัฐอเมริกา และในปี พ.ศ. 2548 โดยโคเซ ลุยส์ ออร์ติซ โมเรโน (José Luis Ortiz Moreno) ในวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2551 สหภาพดาราศาสตร์นานาชาติได้จัดดาวดวงนี้ให้อยู่ในกลุ่มของดาวเคราะห์แคระ และตั้งชื่อตามเฮาเมอา เทพีแห่งการให้กำเนิดของชาวฮาวาย
 เฮาเมอามีลักษณะพิเศษต่างจากวัตถุพ้นดาวเนปจูนเท่าที่ค้นพบแล้วดวงอื่น ๆ เนื่องจากทำมุมห่างจากดวงอาทิตย์กว้างมาก แม้ว่ายังจะไม่มีการสำรวจรูปร่างของมันโดยตรง แต่จากการคำนวณจากเส้นความสว่าง (light curve) ทำให้สันนิษฐานได้ว่าดาวเคราะห์แคระดวงนี้เป็นวัตถุทรงรี มีแกนหลักยาวเป็นสองเท่าของแกนรอง แต่กระนั้นก็เชื่อว่ามันมีแรงโน้มถ่วงมากพอที่จะดึงดูดตัวเองให้อยู่ในภาวะสมดุลอุทกสถิต (hydrostatic equilibrium) ได้


5.มาคีมาคี (Makemake )

คำอธิบาย: 2005FY9art.jpg
ภาพจินตนาการของดาวมาคีมาคี  ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki

มาคีมาคี (Makemake ) มีชื่อเดิมว่า (136472) มาคีมาคี เป็นดาวเคราะห์แคระที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ในระบบสุริยะ (เท่าที่ค้นพบแล้วในขณะนี้) และเป็นหนึ่งในสองวัตถุที่ใหญ่ที่สุดของแถบไคเปอร์ (KBO) ซึ่งอยู่ในหมู่วัตถุชั้นเอกของแถบไคเปอร์  ดาวมาคีมาคีมีเส้นผ่านศูนย์กลางสามในสี่ของดาวพลูโต ไม่มีดวงจันทร์บริวาร ซึ่งแปลกจากวัตถุขนาดใหญ่อื่น ๆ แถบไคเปอร์ด้วยกัน อุณหภูมิเฉลี่ยที่ต่ำมากของดาวดวงนี้ (ประมาณ 30 เคลวิน) แสดงให้เห็นว่าพื้นผิวของมันถูกปกคลุมด้วยมีเทน อีเทน และอาจจะมีไนโตรเจนแข็งด้วย

 

 

 

หน้าที่ 1 || 2 || 3 || 4

 

 

 


ผู้จัดทำ นางมาลินี ศิริจารี

Email : malinee@rajsima.ac.th