คำอธิบาย: https://pixabay.com/static/uploads/photo/2015/06/20/14/12/button-815818_640.png

ชนิดของสุริยุปราคา

คำอธิบาย: https://pixabay.com/static/uploads/photo/2015/06/20/14/12/button-815818_640.png

จันทรุปราคา

คำอธิบาย: https://pixabay.com/static/uploads/photo/2015/06/20/14/12/button-815818_640.png

การสังเกตจันทร์เสี้ยว

หน้าที่ 1 || 2 || 3

 

จันทรุปราคา

คำอธิบาย: https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/0/0f/Lunar_eclipse_April_15_2014_California_Alfredo_Garcia_Jr1.jpg/300px-Lunar_eclipse_April_15_2014_California_Alfredo_Garcia_Jr1.jpg
จันทรุปราคาเต็มดวง 15 เมษายน 2557  ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/จันทรุปราคา
(ภาพเคลื่อนไหว)


    
 คำอธิบาย: http://static.truelife.com/blog/files/members/22/106216/159101/caf86034.jpg
จันทรุปราคา  ที่มา : sport.truelife.com(ภาพเคลื่อนไหว)

สามารถดูได้จากทุกที่ในฝั่งกลางคืนของโลก ซึ่งต่างกับสุริยุปราคาซึ่งมองเห็นได้จากพื้นที่ค่อนข้างเล็กของโลก จันทรุปราคากินเวลาเป็นชั่วโมง ขณะที่สุริยุปราคาเต็มดวงกินเวลาเพียงไม่กี่นาทีในที่หนึ่ง ๆ เนื่องจากเงาของดวงจันทร์มีขนาดเล็กกว่า นอกจากนี้ จันทรุปราคายังสามารถดูได้โดยไม่ต้องมีสิ่งป้องกันดวงตาหรือการป้องกันเป็นพิเศษ เพราะมืดกว่าจันทร์เพ็ญ
ลักษณะของดวงจันทร์เมื่อเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง
เมื่อเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง ดวงจันทร์ไม่ได้หายไปจนมืดทั้งดวง แต่จะเห็นเป็นสีแดงอิฐ เนื่องจากมีการหักเหของแสงอาทิตย์เมื่อส่องผ่านชั้นบรรยากาศของโลก สีของดวงจันทร์เมื่อเกิดจันทรุปราคาแต่ละครั้งจะไม่เหมือนกัน แบ่งออกได้เป็น 5 ระดับ ดังนี้
 ระดับ 0 ดวงจันทร์มืดจนแทบมองไม่เห็น
 ระดับ 1 ดวงจันทร์มืด เห็นเป็นสีเทาหรือสีน้ำตาลแต่มองไม่เห็นรายละเอียด ลักษณะพื้นผิวของดวงจันทร์
 ระดับ 2 ดวงจันทร์มีสีแดงเข้มบริเวณด้านในของเงามืด และมีสีเหลืองสว่างบริเวณด้านนอกของเงามืด
 ระดับ 3 ดวงจันทร์มีสีแดงอิฐและมีสีเหลืองสว่างบริเวณขอบของเงามืด
 ระดับ 4 ดวงจันทร์สว่างสีทองแดงหรือสีส้ม ด้านขอบของเงาสว่างมาก

คำอธิบาย: https://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/e/ea/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2.gif
ภาพขั้นตอนการเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง  ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki
คำอธิบาย: https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/a/af/Lunar_eclipse_040307_bangkok.jpg/1920px-Lunar_eclipse_040307_bangkok.jpg
ภาพชุดจันทรุปราคาเต็มดวงในไทย เช้ามืดวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2550 เกิดการหักเหของแสงเป็นสีส้ม เมื่อใกล้คราสเต็มดวงที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki

คำอธิบาย: https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/9/98/Animation_October_8_2014_lunar_eclipse_appearance.gif 
การจำลองลักษณะปรากฏของดวงจันทร์ก่อน ระหว่างและหลังจันทรุปราคาเต็มดวง (ตัวอย่างเมื่อ 8 ตุลาคม 2557)
ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki (ภาพเคลื่อนไหว)

 

ปัจจัยในการเกิดจันทรุปราคา
 
จันทรุปราคาไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ เนื่องจากระนาบการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์และระนาบการโคจรของดวงจันทร์รอบโลกทำมุมกัน 5 องศา ในการเกิดจันทรุปราคา ดวงจันทร์จะต้องอยู่บริเวณจุดตัดของระนาบวงโคจรทั้งสอง และต้องอยู่ใกล้จุดตัดนั้นมาก จึงจะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงหรือจันทรุปราคาบางส่วนได้
 ระยะห่างระหว่างโลกและดวงจันทร์มีผลต่อความเข้มของจันทรุปราคาด้วย นอกจากนี้ หากดวงจันทร์อยู่ในตำแหน่งที่ห่างจากโลกมากที่สุด (apogee) จะทำให้ระยะเวลาในการเกิดจันทรุปราคานานขึ้น ด้วยเหตุผล
2 ประการ คือ
1 ดวงจันทร์จะเคลื่อนที่อย่างช้าๆ เพราะตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่ดวงจันทร์เคลื่อนที่ช้าที่สุดตลอดการโคจรรอบโลก
2 ดวงจันทร์ที่มองเห็นจากโลกจะมีขนาดเล็ก จะเคลื่อนที่ผ่านเงาของโลกไปทีละน้อย ทำให้อยู่ในเงามืดนานขึ้น ในทุกๆ ปีจะมีจันทรุปราคาเกิดขึ้นอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง หากเก็บสถิติการเกิดจันทรุปราคาแล้ว สามารถทำนายวันเวลาในการเกิดจันทรุปราคาครั้งต่อไปได้
 การสังเกตจันทรุปราคาแตกต่างจากสุริยุปราคา จันทรุปราคาส่วนใหญ่จะสามารถสังเกตได้จากบริเวณใดๆ บนโลกที่อยู่ในช่วงเวลากลางคืนขณะนั้น ขณะที่สุริยุปราคาจะสามารถสังเกตได้เพียงบริเวณเล็กๆ เท่านั้น
 หากขึ้นไปยืนอยู่บนพื้นผิวของดวงจันทร์ขณะที่เกิดจันทรุปราคาบนโลก ก็จะสามารถเห็นการเกิดสุริยุปราคาบนดวงจันทร์ได้ในเวลาเดียวกัน ทั้งนี้ เนื่องจากการที่โลกกำลังบังดวงอาทิตย์อยู่ในเวลานั้น

ดวงจันทร์

(The Moon)               


ดวงจันทร์นับเป็นวัตถุฟ้าที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด เห็นชัดในตอนกลางคืนและสวยงามที่สุดในคืนเดือนเพ็ญ หากเราสังเกตการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์บนท้องฟ้าในแต่ละคืน จะเห็นว่าแตกต่างกันเกือบทุกคืน และขนาดหรือเฟสของดวงจันทร์ (Phase of the moon) จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดทั้งเดือน ตั้งแต่จันทร์ดับ(New moon :Ijtimak)ซึ่งมองไม่เห็นแล้วค่อยๆเพิ่มขนาดไปจนเต็มดวงจันทร์เพ็ญ(Full Moon)และค่อยๆลดลงจนมองไม่เห็นอีกเป็นวัฎจักรเช่นนี้ตลอดเดือน ในแต่ละคืนดวงจันทร์เคลื่อนที่เร็วมาก การคำนวณตำแหน่งล่วงหน้าของดวงจันทร์ค่อนข้างยาก ไม่สะดวกเหมือนดวงอาทิตย์ มีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้การคำนวณตำแหน่งของดวงจันทร์นั้นไม่สามารถคำนวณได้ง่ายๆและแม่นยำ เพราะถึงแม้ว่าดวงจันทร์จะโคจรรอบโลก แต่ดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ดวงอื่นๆล้วนส่งแรงมารบกวน(Perturb)การโคจรของดวงจันทร์รอบโลก จึงทำให้การคำนวณต้องพิจารณาแรงรบกวนเหล่านี้ด้วย ในขณะที่ระบบโลกกับดวงอาทิตย์นั้นแรงรบกวนจากดาวอื่นๆนั้นมีผลกระทบน้อยมาก
                        เราทราบว่าดวงอาทิตย์เคลื่อนที่บนระนาบเส้นอิคลิปติกที่ทำมุม 23.5 องศากับระนาบเส้นศูนย์สูตรฟ้า ตำแหน่งของดวงอาทิตย์ในแต่ละวันเทียบกับระนาบเส้นศูนย์สูตรฟ้า คือค่าเดคลิเนชั่น()มีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 23.5 องศาเหนือ-ใต้ แม้ว่าค่าเดคลิเนชั่นdeclinationของดวงอาทิตย์ในแต่ละวันจะมีค่าเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่ก็น้อยมาก จนเราพิจารณาว่าเกือบคงที่ได้ ค่าเดคลิเนขั่นแต่ละวันของดวงอาทิตย์ใช้ในการคำนวณตำแหน่งของดวงอาทิตย์ได้แม่นยำในระดับเป็นที่ยอมรับได้ ดังได้ใช้ในการคำนวณเวลาศอลาตที่ผ่านมา แต่ดวงจันทร์นั้นการเคลื่อนที่ตลอดทั้งปีเมื่อเทียบกับระนาบเส้นศูนย์สูตรฟ้า ตำแหน่งเชิงมุมเดคลิเนชั่นของดวงจันทร์เปลี่ยนแปลงเร็วมาก นอกจากค่าเดคลิเนชั่นของดวงจันทร์ในแต่ละวันก็เปลี่ยนแปลงเร็วแล้วค่าก็แตกต่างกันมาก การคำนวณตำแหน่งของดวงจันทร์จึงต้องการค่าเดคลิเนชั่นของดวงจันทร์ที่แน่นอนเจาะจงเวลามาก มิฉะนั้นจะมีความผิดพลาดระดับสูง จนใช้ไม่ได้ในทางปฏิบัติ
รูปที่ 1  แสดงกราฟการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ เมื่อเทียบกับระนาบเส้นศูนย์สูตรฟ้า จะว่าเห็นค่าเดคลิเนชั่นของดวงจันทร์นั้นเปลี่ยนแปลงเร็วมากเมื่อเทียบกับค่าเดคลิเนชั่นของดวงอาทิตย์ เดคลิเนชั่นของดวงจันทร์เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ 0 ถึง 28.5 องศาเหนือ-ใต้ ตลอดทั้งปี


รูปที่ 1 แสดงค่าเดคลิเนชั่นของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ตลอดทั้งปี 

รูปที่ 2 แสดงแนวการโคจรของดวงจันทร์เมื่อเทียบกับโลก
ที่มา : http://www.cis.psu.ac.th/fathoni/lesson/falakweb2/alfalak9.htm
 

 

 


รูปที่ 3 แสดงแนวการโคจรของดวงจันทร์เมื่อเทียบกับโลก
ที่มา : http://www.cis.psu.ac.th/fathoni/lesson/falakweb2/alfalak9.htm
รูปที่ 3 แสดงระนาบการโคจรของดวงจันทร์ทำมุมกับระนาบอิคลิปติก 5.08 องศาและจุดที่ระนาบทั้งสองตัดกันเรียกว่า จุดโหนด(Node) เส้นที่ลากระหว่างโหนดเรียกว่าเส้นโหนดซึ่งใช้อธิบายการเกิดจันทรุปราคาและสุริยุปราคา            รูปที่ 3แสดงรูปในอีกมุมมองหนึ่ง
2 การโคจรของดวงจันทร์
                        การโคจรของดวงจันทร์รอบโลกครบหนึ่งรอบนั้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะตามตำแหน่งที่ใช้อ้างอิง           
 

 

 

 


รูปที่ 4 แสดงเวลาครบรอบของการโคจรของดวงจันทร์
ที่มา : http://www.cis.psu.ac.th/fathoni/lesson/falakweb2/alfalak9.htm

                        จากรูปที่ 4 การโคจรครบรอบของดวงจันทร์มีสองชนิดคือ
1.สมมุติเริ่มจากจุดที่ 1 ในรูปที่ 5 ให้เป็นตำแหน่งที่จันทร์ดับพอดี กล่าวคือ ดวงจันทร์มองไม่เห็น ตำแหน่งของดวงจันทร์ในขณะนี้เทียบกับกับดาวที่อยู่เบื้องหลังดวงหนึ่งเป็นแนวตรงกัน เมื่อเวลาผ่านไป ในขณะที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลก ทั้งดวงจันทร์และโลกต่างก็โคจรรอบดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์จะกลับมาอยู่ตำแหน่งที่เดิมเมื่อเทียบกับดาวดวงเดิมที่อยู่เบื้องหลัง คือที่จุดที่ 2 ใช้เวลา 27.3217 วัน เรียกว่า 1 เดือนดาราคติ(Sidereal month) ที่ตำแหน่งจุดที่ 2 นี้ดวงจันทร์ยังไม่ถึงเวลาจันทร์ดับ ในกรณีนี้ คือดวงจันทร์อยู่ในสถานะข้างแรมแก่ๆ
                        2. ดวงจันทร์ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง จึงจะมีสถานะ จันทร์ดับเหมือนที่จุดที่ 1 จุดนี้คือจุดที่ 3 ระยะเวลาจากจุดที่ 1 ถึงจุดที่ 3 คือระยะเวลา จันทร์ดับ ถึง จันทร์ดับ เรียกว่า 1 เดือนจันทรคติ(Synodic month) ใช้เวลา 29.5306 วัน เป็น ระยะเวลา 1 เดือน ที่ใช้ทำปฏิทินฮิจเราะฮ์ ดังจะได้กล่าวต่อไป
                        นอกจากนี้หากพิจารณาการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์รอบดวงอาทิตย์ ซึ่งในขณะเดียวกันดวงจันทร์ก็โคจรรอบโลกด้วย ทำให้แนวการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์รอบดวงอาทิตย์แกว่งออกจากแนวการโคจรของโลกดังรูปที่ 5

รูปที่ 5 แสดงแนวการโคจรของโลกและดวงจันทร์รอบดวงอาทิตย์
ที่มา : http://www.cis.psu.ac.th/fathoni/lesson/falakweb2/alfalak9.htm
3. เฟสของดวงจันทร์
                        การที่ดวงจันทร์สะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ แสงจากดวงอาทิตย์ตกกระทบดวงจันทร์เป็นมุมต่างๆกัน ทำให้ผู้สังเกตบนโลกเห็นดวงจันทร์เป็นเสี้ยวต่างๆกัน ในแต่ละวันของรอบเดือน รูปที่ 6 แสดงตำแหน่งต่างๆของดวงจันทร์ที่กำลังโคจรรอบโลก
 

 

รูปที่ 6 แสดงเฟสของดวงจันทร์

ที่มาhttp://www.cis.psu.ac.th/fathoni/lesson/falakweb2/alfalak9.htm

 

 

จากรูปที่ 6 เฟสของดวงจันทร์สามารถพิจารณาจาก มุม d ถ้าคิดว่ารัศมีการโคจรของดวงจันทร์รอบโลกกับระยะห่างจากโลกถึงดวงอาทิตย์มีค่าต่างกันมาก ดวงจันทร์ที่ตำแหน่ง จุด 1 และจุด 4 ในรูปที่ 6 แสงที่มาจากดวงอาทิตย์ย่อมขนานกัน หรือมาจากจุดเดียวกัน มุม d นั้นมีค่าเปลี่ยนแปลงจาก 0 องศา เมื่ออยู่ที่จุด 5 คือ จุดจันทร์เพ็ญ ถึง180 องศาที่จุด 1 คือจันทร์ดับ(New moon) ค่า d นี้เป็นปริมาณที่เกี่ยวโดยตรงกับอายุของดวงจันทร์(Age of the Moon) เฟสของดวงจันทร์(P)
โดยสรุปแล้วเวลาที่ดวงจันทร์ขึ้นและตกในขณะที่มีเฟสต่างๆกันนั้นมีช่วงเวลาที่ประมาณการได้ดังตาราง ดังนี้
  ตาราง1 แสดงช่วงเวลาโดยประมาณที่ดวงจันทร์ขึ้นและตกของแต่ละเฟส


อายุดวงจันทร์

ชื่อเฟส

ดวงจันทร์ขึ้น

ดวงจันทร์ตก

0 วัน

จันทร์ดับ(New Moon: Ijtimak)

06:00 น.

18:00 น.

1-2 วัน

ฮิลาล(Young crescent)

08:00น.

20:00น.

3-7 วัน

ข้างขึ้น(First quarter)

12:00 น.

24:00น.

8-13 วัน

ข้างขึ้น(Waxing gibbous)

15:00 น.

03:00 น.

14-15 วัน

จันทร์เพ็ญ(Full moon)

18:00 น.

06:00น.

16-21 วัน

ข้างแรม(Waning gibbous)

21:00 น.

09:00 น.

22-26 วัน

ข้างแรม(Last quarter)

24:00 น.

12:00 น.

27-29 วัน

จันทร์เสี้ยวข้างแรม(Old cerescent)

03:00 น.

15:00 น.

30-0 วัน

จันทร์ดับ(New Moon)

06:00 น.

18:00 น.

4 จันทร์ดับ(New moon หรือ Ijtimak) การนับเดือนระบบจันทรคติหรือเดือนกอมารียะฮ์(Qamariah) ที่ใช้กับปีฮิจเราะฮ์ การเริ่มวันต้นเดือนของแต่ละเดือน จะใช้วันจันทร์ดับเป็นเกณฑ์ เพราะช่วงจันทร์ดับหนึ่งไปถึงอีกจันทร์ดับหนึ่ง คือ 1 เดือนจันทรคติ นาน 29.5306 วัน

 

 

 

 

 


รูปที่ 7  แสดงเงื่อนไขการเกิดจันทร์ดับ
ที่มา : http://www.cis.psu.ac.th/fathoni/lesson/falakweb2/alfalak9.htm
เมื่อดวงจันทร์และดวงอาทิตย์อยู่ในแนวเดียวกัน ในรูปที่ 6 คือที่จุด 1 และจุด 5 เฟสของดวงจันทร์คือ จันทร์ดับที่จุด 1 ดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์อยู่ตำแหน่งเดียวกัน(conjunction) และจันทร์เพ็ญที่จุด 5 ดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์อยู่ตรงข้ามกัน(opposition)
                        ที่จุด 1 จันทร์ดับ หรือ นิวมูน(New moon) หรือ อิจติมะอ์(Ijtimak) ดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์อยู่ตำแหน่งเดียวกัน(conjunction) ที่ตำแหน่งนี้ ทั้งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์มีค่าลองจิจูดในพิกัดอิคลิปติก เท่ากัน ดังรูปที่ 7          ที่จุดนี้มีโอกาสเกิดสุริยุปราคา(Solar eclipse) ถ้ามุมระหว่างเส้นโหนดของดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์มีค่าเหมาะสม
                        การที่เมื่อเกิดจันทร์ดับแล้วไม่เกิดสุริยุปราคาเสมอนั้น เพราะระนาบการโคจรของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ทำมุม 5.08 องศาดังได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้นทุกครั้งที่เกิดสุริยุปราคาแสดงว่า ณ  เวลานั้นเป็นวันและเวลาจันทร์ดับเสมอ ส่วนจันทรุปราคานั้นจะเกิดในคืนเดือนเพ็ญ เมื่อดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์อยู่ตรงข้ามกัน(opposition)

 

หน้าที่ 1 || 2 || 3

 


ผู้จัดทำ นางมาลินี ศิริจารี

Email : malinee@rajsima.ac.th